เข้าเฝ้าเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
ดูภาพทั้งหมด
tjmjgj
ดูภาพทั้งหมด
ภาพการบูรณะเจดีย์ และ วัตถุที่พบใต้เจดีย์
ดูภาพทั้งหมด
ภาพพิธีหล่อองค์พระสีวลี และพระอานนท์
ดูภาพทั้งหมด
ภาพยกฉัตรพระประธานวัดตาลเอน
ดูภาพทั้งหมด
ภาพพระธรรมสิงหบุราจารย์ เจิมศิลาฤกษ์ ณ กูฏิหลวงพ่อ วัดอัมพวัน
ดูภาพทั้งหมด
งานพิธีหล่อรูปเหมือนพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ)
ดูภาพทั้งหมด
งานเปิดพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรถ พระสุพรรณกัลยา (๑๗ ม.ค. ๒๕๕๒)
ดูภาพทั้งหมด
กฐินสามัคคี ๒๕๕๑
ดูภาพทั้งหมด

ภาพพิธีหล่อองค์พระสีวลี และพระอานนท์

     

 

 ขอเชิญ ร่วมหล่อองค์พระสีวลีมหาลาภ (ร่วมบุญกับพระอาจารย์จิรยุทธ์และหลวงพี่เก่ง)

  • ขนาด องค์พระสีวลี ๒.๕ เมตร  ทรงเครื่องจีวรลายดอกพิกุล (ดูรูปประกอบ) 
  • เพื่อ อัญเชิญประดิษฐาน  ณ สำนักปฏิบัติธรรมวัดตาลเอน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  •  โรงหล่ออยุธยา (โรงหล่อปฏิมาประทีป)  ไม่ได้หล่อที่วัดเนื่องจากเกรงใจญาติโยม 
    ร่วมพิธีหล่อองค์พระ ในวันอาทิตย์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ 
    ๐๘.๓๐    เริ่มพิธีบวงสรวงโดยประมาณ 
    ๐๙.๓๐    พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พระธัมมจักรกัปปวัตนสูตร 
    ๑๐.๓๐    จะเป็นพิธีเททองหล่อพระสีวลีมหาลาภ และพระอานนท์ปางไสยาสน์ 
                 (อิริยาบทขณะบรรลุพระอรหันต์) 
    ๑๑.๐๐    ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 
                 . . . เ ส ร็ จ พิ ธี . . .

          ขอเรียนเชิญ  มาร่วมบุญด้วยกันทุกท่านนะ  ขออนุโมทนา   
         
 พระอาจารย์จิรยุทธ์ และ หลวงพี่เก่ง เจ้าภาพ

          หมายเหตุ!  ร่วมพิธีโดยร่วมกันแต่งกายด้วยชุดขาวจะงดงามมาก            
          
ดาวน์โหลดแผนที่  ได้ที่นี่  

เดินทางจากกรุงเทพฯ ให้ลงทางด่วนบางปะอินแล้วเข้าอยุธยา โดยใช้เส้นทางหลังเส้นทางหมายเลข ๓๔๗ (สายบางบัวทอง-บางปะหัน) เมื่อถึงแยกทุ่งมะขามหย่อง (ผ่านพระราชานุสาวรีย์พระสุริโยทัย สี่แยกที่ ๓ หลังจากเข้าถนนเส้นนี้) ให้เลี้ยวซ้าย จากนั้นให้ขับต่อไปอีกประมาณ ๕-๗ กิโลเมตร จะมีทางเลี้ยวซ้ายเขัาไปอีกครั้ง จะเห็นป้ายบอกทางไปโรงหล่ออยุธยา ให้ไปทางที่บอก 


พระสีวลี พระอรหันต์สมัยพุทธกาล ผู้ได้รับการยกย่องเป็นเอคทัคคะด้านเป็นผู้มีลาภมาก

ด้วยอำนาจบุญที่ท่านพระสีวลี ได้บำเพ็ญสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติ เป็นปัจจัยส่งผลให้ท่านเจริญด้วยลาภสักการะ 
โดยมีเทพยดา นาค ครุฑ และมนุษย์ทั้งหลาย นำมาถวายโดยมิขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่ใดๆ ในป่า ในบ้าน ในน้ำ หรือบนบก เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์ จึงทรงประกาศให้ปรากฏในหมู่พุทธบริษัทตรัสยกย่องท่านในตำแหน่ง เอคทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้มีลาภมาก นับว่าท่านพระสีวลีเถระเป็นพระมหาสาวกอีกรูปหนึ่งที่ได้ช่วยกิจการ พระศาสนา แบ่งเบาภาระของพระบรมศาสดาเป็นอย่างมาก ท่านดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน

ด้วยบารมีของพระสีวลี แม้พระบรมศาสดาเมื่อทรงพาหมู่ภิกษุสงฆ์เสด็จทางไกลกันดาร ถ้ามี พระสีวลี ร่วมเดินทางไปด้วย ความขาดแคลนอาหารและที่พักอาศัยในระหว่างทางก็จะไม่เกิดขึ้นแก่หมู่ภิกษุสงฆ์เลย .... 
สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จำนวน ๕๐๐ รูปไปเยี่ยมพระเรวตะ  ผู้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ ป่าไม้ตะเคียน เมื่อเสด็จมาถึงทาง ๒ แพร่ง พระอานนท์เถระได้กราบทูลสภาพหนทางว่า.....
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเสด็จไปทางอ้อม ระยะทางไกล ๖๐ โยชน์ มีประชาชนอยู่ อาศัยมาก พระภิกษุไม่ลำบากด้วยภิกขาจาร แต่ถ้าเสด็จไปทางลัดระยะทางประมาณ ๓๐ โยชน์ ไม่มีประชาชนอยู่อาศัย มีสภาพเป็นป่าใหญ่ มีแต่อมนุษย์อยู่อาศัย พระภิกษุสงฆ์จะลำบากด้วยภิกขาจาร”
พระพุทธองค์ ตรัสถามว่า:-    
“ดูก่อนอานนท์ พระสีวลีมากับเราด้วยหรือไม่?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสีวลีมากับเราด้วย พระเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ ตรัสว่า:-
“ดูก่อนอานนท์ ถ้าอย่างนั้นก็จงไปทางลัด ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลด้วยอาหารบิณฑบาต เพราะเทวดาทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ในป่าระหว่างทาง จะจัดสถานที่พักและอาหารบิณฑบาตไว้ถวายพระสีวลีผู้เป็นที่เคารพนับถือของพวกตน เราทั้งหลายก็จะได้อาศัยบุญของพระสีวลี นั้นด้วย”

ที่มา: http://84000.org/one/1/16.html

คาถาบูชาพระสีวลี

         สีวะลี จะ มะหาเถโร เทวะตานะปูชิโต โสระโห
         ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา
         สีวะลี จะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห
         ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา
         สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ภะวันตุ เมฯ
ให้ระลึกพระคาถาว่า 
นะชาลีติ ในขณะค้าขาย การค้าจะดียิ่งขึ้น

ประวัติ พระสีวลี 
         พระสีวลี เป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา ราชธิดาแห่งโกลิยนคร ตั้งแต่ท่านจุติลงถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระมารดา ได้ทำให้ลาภสักการะเกิดขึ้นแก่พระมารดาเป็นอันมาก ท่านอาศัยอยู่ในครรภ์ของพระมารดา นานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ครั้นเมื่อใกล้เวลาจะประสูติ พระมารดาได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า พระนางจึงขอให้พระสวามีไปกราบบังคมทูลขอพรจากพระบรมศาสดาและพระพุทธองค์ตรัสประทานพรแก่พระนางว่า:- 
         “ขอพระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิงมีความสุข ปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด”
          ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ ทุกขเวทนาของพระนางก็อันตรธานไปพระนางประสูติพระราชโอรสอย่างง่ายดาย ดุจน้ำไหลออกจากหม้อ พระประยูรญาติทั้งหลายได้ขนานพระนามพระราชโอรสของพระนางสุปปวาสาว่า “สีวลีกุมาร”
          เมื่อพระนางมีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว มีพระประสงค์ที่จะถวายมหาทานติดต่อกันเป็นเวลา ๗ วัน จึงจึงความประสงค์แก่พระสวามีให้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มารับมหาทานอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวสน์ ตลอด ๗ วัน ในวันถวายมหาทานนั้น สีวลีกุมาร มีพระวรกายเข้มแข็งดุจกุมารผู้มีพระชนม์ ๗ พรรษา ได้ช่วยพระบิดาและพระมารดาจัดแจงกิจต่างๆ มีการนำธมกรก (ธะมะกะหรก = กระบอกกรองน้ำ) มากรองน้ำดื่มและอังคาสพระบรมศาสดาและหมู่พระภิกษุสงฆ์ ในขณะที่สีวลีกุมาร ช่วยพระบิดาและพระมารดาอยู่นั้น ท่านพระสารีบุตรเถระได้สังเกตดูอยู่ตลอดเวลา และเกิดความรู้สึกพอใจในพระราชกุมารน้อยเป็นอย่างมาก 

          ครั้นถึงวันที่ ๗ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย พระเถระได้สนทนากับสีวลีกุมารแล้วชักชวนให้มาบวช สีวลีกุมาร ผู้มีจิตน้อมไปในการบวชอยู่แล้ว เมื่อพระเถระชักชวน จึงกราบทูลขออนุญาตจากพระบิดาและพระมารดา เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงติดตามพระเถระไปยังพระอาราม พระสารีบุตรเถระ ผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์ 
          ได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้น คือ ตจปัญจกกรรมฐานทั้ง ๕ ได้แก่ เกสา(ผม) โลมา(ขน) นขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตโจ (หนัง) ให้พิจารณาของทั้ง ๕ เหล่านี้ว่าเป็นของไม่งานเป็นของสกปรก ไม่ควรเข้าไปยึดติดหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ สีวลีกุมาร ได้สดับพระกรรมฐานนั้นแล้วนำไปพิจารณาในขณะที่กำลังจรดมีดโกนเพื่อโกนผม ครั้งแรกนั้นท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จรดมีดโกนลงครั้งที่ ๒ ท่านได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี จรดมีดโกนลงครั้งที่ ๓ ท่านได้บรรลุเป็นพระอนาคามี และเมื่อโกนผมเสร็จ ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

เหตุแห่งการเป็นผู้มีลาภมาก
           พระสีวลีได้เคยตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ
        ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี ในวันหนึ่งท่านได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคค (ผู้เลิศ) ด้านมีลาภมาก แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง 
           ท่านได้แสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน และในวันสุดท้าย ท่านได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน ซึ่งท่านได้รับพุทธพยากรณ์ว่า 
           "ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้างหน้าท่านจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าโคดม จักได้บรรลุอรหัตผล และพระผู้มีพระภาคเจ้าโคดมจักตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีลาภมาก" เมื่อท่านได้ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์แล้ว เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
          จากชาตินั้นบุญส่งผลให้ท่านเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านามว่า วิปัสสี ซึ่งในกัปนี้ท่านได้เกิดเป็นชาวบ้านนอก ที่อยู่ในป่าไม่ไกลจากเมืองพันธุมดี สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสี ได้เสด็จจาริกไปในชนบท กลับมาสู่พระนครของพระราชบิดาแล้ว (ก่อนบวชพระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสี ท่านก็เป็นบุตรของพระเจ้าแผ่นดินเช่นกัน) พระราชาทรงเตรียมอาคันตุกทาน (ทานแก่พระผู้มาเยือนหรือแขก ผู้มาจากที่ไกล ไม่ได้ประจำอยู่เฉพาะ) เพื่อบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย โดยมีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประมุข พระราชาได้จัดให้ส่งข่าวแก่ชาวเมืองทั้งหลายว่า ชนทั้งหลายจงมาเป็นสหายในทานของเรา บรรดาชนทั้งหลายเหล่านั้นคิดว่า เราก็จะต้องถวายทานแด่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประมุขเช่นกัน แต่พวกเราจักถวายทานนี้ ให้ยิ่งกว่า ทานที่พระราชาถวายแล้ว ชาวบ้านจึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าในวันรุ่งขึ้น แล้วก็แต่งทานถวาย แล้วก็ส่งข่าวไปทูลแด่พระราชา พระราชาเสด็จมาทอดพระเนตรทานของบรรดาประชาชนเหล่านั้นแล้วดำริว่า เราจักถวายทานให้ยิ่งกว่าทานนี้ ดังนั้นวันรุ่งขึ้นพระราชาจึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมไปด้วยบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายเพื่อถวายทานที่ยิ่งกว่าชาวเมืองได้ถวายไป
          ในพระสูตรกล่าวไว้ว่า "พระราชาไม่ทรงสามารถจะให้ชาวเมืองแพ้ได้ ถึงชาวเมืองก็ไม่สามารถให้พระราชาแพ้ได้" คือ ต่างคนต่างไม่มีใครแพ้ใคร วันนี้ชาวเมืองถวายเพียงนี้ วันรุ่งขึ้นพระราชาก็ถวายยิ่งไปกว่าอีก จนในครั้งที่ ๖ ชาวเมืองจึงมาคิดว่า พวกเราจักถวายทานในวันพรุ่งนี้ โดยจะถวายให้ครบทุกอย่าง ซึ่งใครๆมิอาจจะพูดได้ว่าวัตถุชื่อนี้ไม่มีในทานของเรานี้ 
           เมื่อได้จัดแจงของถวายเสร็จแล้ว ก็ตรวจดูว่ามีอะไรหนอที่ยังไม่มีอยู่ในที่นี้อีก มองไปมองมาก็มองไม่เห็นน้ำผึ้งดิบ จะมีก็แต่น้ำผึ้งสุก ดังนั้นบรรดาชาวเมืองจึงได้ให้คน ๔ พวก นำทรัพย์ไปพวกละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ คือ ๑,๐๐๐ ตำลึง แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ประตู เพื่อต้องการน้ำผึ้งดิบ
           ครั้งนั้นชาวบ้านนอกที่อยู่ในป่า (คือ พระสีวลี) จะมาเยี่ยมเพื่อนในเมือง แต่ไม่เห็นจะมีอะไรติดมือมาได้ จึงได้ออกหารวงผึ้ง ๑ รวง เมื่อเห็นแล้วจึงไล่ตัวผึ้งออกให้หนีไปหมดแล้วจึงตัดกิ่งไม้ถือเอารวงผึ้งนั้นเข้าสู่เมือง สำหรับชาวเมืองพวกที่ไปยืนอยู่หน้าประตูเมือง ครั้นพอเห็นบุรษชาวบ้านผู้ที่ถือรวงผึ้งมาเป็นคนบ้านนอก จึงถามว่า ท่านผู้เจริญ น้ำผึ้งนี้ท่านขายไหม บุรุษคนนั้นบอกว่าน้ำผึ้งฉันไม่ขาย ฉันจะไปให้เพื่อนของฉัน ชาวเมืองเหล่านั้นก็บอกว่าท่านผู้เจริญ ท่านรับเอา ๑ กหาปณะนี้ไปแล้วมอบน้ำผึ้งให้กับเรา บุรุษคนนั้นก็คิดว่ารวงผึ้งนี้ราคาถูกกว่า ๑ กหาปณะมากนักแต่ทำไมถึงให้ได้ขนาดนั้น เราจะยังไม่ให้ ต้องขึ้นราคาก่อน แล้วบุรุษผู้นั้นจึงกล่าวว่า เราไม่ให้เราให้ไม่ได้ น้ำผึ้งนี้ราคามันแพง ชาวบ้านเหล่านั้นจึงขึ้นราคาให้เป็น ๒ กหาปณะ ๓ กหาปณะ ๔ กหาปณะไปเรื่อยๆ จนถึง ๑,๐๐๐ กหาปณะ พร้อมทั้งบอกว่าพวกฉันมีอยู่แค่ ๑,๐๐๐ กหาปณะเท่านั้น ขอท่านจงให้น้ำผึ้งแก่เรา  บุรษผู้นั้นก็คิดว่า คนพวกนี้ต้องมีอะไรพิเศษสักเรื่องหนึ่งแน่ จึงให้ราคาน้ำผึ้งดิบสูงถึงขนาดนั้น
บุรุษผู้นั้นจึงถามชาวบ้าน เหล่านั้นว่า ผู้เจริญ ข้าพเจ้ารู้ว่า กรรมที่ข้าพเจ้าจะทำในน้ำผึ้งนั้นมีอยู่ เพราะเหตุใด ท่านจึงมาขึ้นราคาอย่างนี้ ชาวบ้านเหล่านั้นจึงบอกว่า พวกข้าพเจ้าเตรียมการถวายทานเป็นการใหญ่ เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า พระวิปัสสีทศพล ผู้มีสมณะ (พระ) รวมด้วยกันทั้งหมดพระสงฆ์ที่เป็นบริวาร ๖,๘๐๐,๐๐๐ องค์ และก็มีพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก ๑ ซึ่งในมหาทานครั้งนี้ พวกข้าพเจ้ามีความประสงค์ว่า "ของที่ถวายจะให้มีทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าอะไรในทานนั้นไม่มีเราไม่ต้องการ" และตอนนี้อะไรๆ ของเราก็มีหมด ไม่มีอย่างเดียวคือน้ำผึ้งดิบเท่านั้น
          บุรุษบ้านนอกก็บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าพเจ้าก็จักไม่ให้ด้วยราคา (ไม่ขาย) แต่ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมให้เราร่วมบุญร่วมกุศลด้วย เราก็จะให้ เมื่อชาวเมืองทราบถึงศรัทธาของเขา ต่างก็ยกมือ สาธุ พร้อมทั้งกล่าวให้ร่วมบุญร่วมกุศลด้วยกัน เรื่องบุญเรื่องกุศล เราไม่หวง ที่ต้องซื้อน้ำผึ้งดิบในตอนแรก เพราะเกรงว่าท่านจะไม่ยอมทำบุญด้วย
          บรรดาพวกชาวเมืองเมื่อได้น้ำผึ้งดิบแล้ว ก็นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธาน มาเสวยภัตตาหาร ถวายข้าวต้ม ถวายของเคี้ยว โดยชาวเมืองได้ให้คนนำเอาถาดทองคำใบใหญ่มาแล้วก็บีบรวงผึ้งเอาน้ำหวานออกมา พร้อมทั้งเทนมส้มที่ชาวเมืองทั้งหลายนำมาถวายลงไปในถาดทองคำ เคล้านมส้มกับน้ำผึ้งเข้าด้วยกัน แล้วนำขึ้นถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ทุกaรูป มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประมุข น้ำผึ้งนั้นได้ทั่วถึงแก่บรรดาพระภิกษุทุกรูปกับทั้งยังมีเหลืออีกเช่นกัน
ตอนนี้พระบาลีท่านกล่าวว่า ใครๆ ก็คิดไม่ได้ว่าน้ำผึ้งเพียงรวงเดียว น้อยอย่างนั้น จะเพียงพอกับพระภิกษุ ๖,๘๐๐,๐๐๐ องค์ได้อย่างไร พระบาลีท่านจึงกล่าวต่อไปตามพระสูตรว่า 
         "จริงอยู่ น้ำผึ้งนั้นไม่มาก แต่ทั่วถึงได้ด้วยอานุภาพแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า" 
         แล้วท่านกล่าวต่อไปว่า "ขึ้นชื่อว่า พุทธวิสัย ใครๆก็ไม่ควรคิด"  

            เหตุ ๔ อย่างที่ไม่ควรคิด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวไว้ก็คือ
๑. พุทธวิสัย วิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคิดไม่ได้ ไม่ควรคิดอยากรู้ทันพระผู้พระภาคเจ้า
๒. ฌานวิสัย วิสัยของบุคคลผู้ทรงฌาน ถ้าเราไม่สามารถได้ฌานสมาบัติ เราอย่าไปคิด
๓. กรรมวิสัย กฏของกรรม พระอริยเจ้าขั้นพระอรหันต์จึงพอคิดถึงเรื่องกรรมได้ ถ้ายังไม่ถึงอย่าคิด
๔. โลกจินไตย เรื่องของโลก เช่น โลกจะไปจบตรงไหน อย่าไปคิด เพราะโลกหาที่สุดไม่ได้
          กล่าวต่อถึงบุรุษบ้านนอกผู้นั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระสงฆ์ทั้งหมดฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว บุรุษบ้านนอกผู้นั้นก็เข้าไปใกล้ แล้วกราบทูลถามว่า 
         "ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า วันนี้ข้าพระองค์ได้ร่วมถวายภัตตาหารแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์ ๖,๘๐๐,๐๐๐ องค์ ด้วยผลบุญนี้ขอข้าพระองค์จงเลิศด้วยลาภและยศในอนาคตกาลด้วยเถิด"
         พระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสีทรงทราบดีเกี่ยวกับอดีตชาติและอนาคตชาติของบุรุษบ้านนอกอยู่แล้ว จึงได้ทรงพยากรณ์เช่นเดียวกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระได้ทรงพยากรณ์ไว้
 


 
 

 


วัดตาลเอน ต.ตาลเอน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๒๐ http://www.wattanen.org