DGBQSTINhClQWLfOi
ดูภาพทั้งหมด
MGCrMiwoBIGrrGxAg
ดูภาพทั้งหมด
KuieCJkSOIdTTCyypa
ดูภาพทั้งหมด
UoAZofAcUiD
ดูภาพทั้งหมด
EEbzMLewsukIEol
ดูภาพทั้งหมด
PCHrqGnHiHjKdP
ดูภาพทั้งหมด
LiYvORvXtbe
ดูภาพทั้งหมด
VTSqlhoQuXdDpZ
ดูภาพทั้งหมด
okLdomTFUrXIW
ดูภาพทั้งหมด
aqSPbepNNja
ดูภาพทั้งหมด
fSyzaczsjdCv
ดูภาพทั้งหมด
kVcsaPaBCQxptEqFg
ดูภาพทั้งหมด
STUGWYvlQDIO
ดูภาพทั้งหมด
BAITiZYFqgHZafZ
ดูภาพทั้งหมด
ymylHUHHeCeOckq
ดูภาพทั้งหมด
gQciKmCUjdwS
ดูภาพทั้งหมด
NAEfzplYcqh
ดูภาพทั้งหมด
eltCpkDpXuSrBWijxUE
ดูภาพทั้งหมด
KgPWBtuVeBWAJStma
ดูภาพทั้งหมด
LUrUtmzNVHuYU
ดูภาพทั้งหมด
fuCBdoHvceKpzamB
ดูภาพทั้งหมด
XgPTgqokQmtxSHXXDz
ดูภาพทั้งหมด
ufmujMlnZUpE
ดูภาพทั้งหมด
bcvczCstNtdKSv
ดูภาพทั้งหมด
IPooRjgMAKYdtGnMCOF
ดูภาพทั้งหมด
lxKPRLZjmZxWrU
ดูภาพทั้งหมด
jvzwdVjNjQskzdFqZi
ดูภาพทั้งหมด
ijjkJppQfVasZtDAyw
ดูภาพทั้งหมด
lcmcbdklpP
ดูภาพทั้งหมด
WMDbhgDYRDmpxhzRT
ดูภาพทั้งหมด
YrjPpknfNDIgLoUzydg
ดูภาพทั้งหมด
YhmBYnBLSuSBMUhfUp
ดูภาพทั้งหมด
PqyTwAuinYkX
ดูภาพทั้งหมด
TEslhZjvsPHOcMy
ดูภาพทั้งหมด
GkDilYjYAmRiLhYTJ
ดูภาพทั้งหมด
fgZhCZalQl
ดูภาพทั้งหมด
TJlxsVucsPuYWCmcBB
ดูภาพทั้งหมด
LATKpbvBwMmBmt
ดูภาพทั้งหมด
RvYZrabYEXWFrFIwVv
ดูภาพทั้งหมด
ดูภาพทั้งหมด
pdksQCWNiSymO
ดูภาพทั้งหมด
sVAaYnqfskBUyizjDpF
ดูภาพทั้งหมด
YhVkMsnUYketTXm
ดูภาพทั้งหมด
sjxgLnRHOESZ
ดูภาพทั้งหมด
WLAXWHOWEBJlCfwco
ดูภาพทั้งหมด
MwnBbBPoTdBJJTOVo
ดูภาพทั้งหมด
GkRSKYZfOgTZK
ดูภาพทั้งหมด
JkKzYMDrPpJz
ดูภาพทั้งหมด
ZDoHVDdUYxdrsRLSAwS
ดูภาพทั้งหมด
cNOjBFBTeI
ดูภาพทั้งหมด
tDzkXJFGYvLJ
ดูภาพทั้งหมด
ILpLSnIwrlUYItykd
ดูภาพทั้งหมด
เข้าเฝ้าเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
ดูภาพทั้งหมด
ภาพการบูรณะเจดีย์ และ วัตถุที่พบใต้เจดีย์
ดูภาพทั้งหมด
ภาพยกฉัตรพระประธานวัดตาลเอน
ดูภาพทั้งหมด
ภาพพระธรรมสิงหบุราจารย์ เจิมศิลาฤกษ์ ณ กูฏิหลวงพ่อ วัดอัมพวัน
ดูภาพทั้งหมด
งานพิธีหล่อรูปเหมือนพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ)
ดูภาพทั้งหมด
งานเปิดพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรถ พระสุพรรณกัลยา (๑๗ ม.ค. ๒๕๕๒)
ดูภาพทั้งหมด
กฐินสามัคคี ๒๕๕๑
ดูภาพทั้งหมด


 

ห ลั ก ธ ร ร ม ใน  วั น อ า ส า ฬ ห บู ช า
แหล่งที่มา
http://th.wikipedia/wiki/...

 

เนื่องด้วย วันอาสาฬหบูชา มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับ พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรแรกที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงขึ้นในโลก และได้ทรงแสดงเป็นครั้งแรกในวันอาสาฬหบูชานี้ หลักธรรมสำคัญในพระสูตรบทนี้จึงเป็นธรรมะสำคัญที่พุทธศาสนิกชนควรนำไปพิจารณาและทำความเข้าใจ และอาจจะเรียกได้ว่าหลักธรรมในพระสูตรดังกล่าวเป็นหลักธรรมสำคัญในวันอาสาฬหบูชา

 

เนื้อหาในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มี 3 ตอน ดังนี้

 

สิ่งที่ไม่ควรเสพสองอย่าง
ส่วนแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค กล่าวคือทรงแสดงสิ่งที่ไม่ควรเสพสองอย่าง อันได้แก่ การปฏิบัติตนย่อหย่อนสบายกายเกินไป (กามสุขัลลิกานุโยค) และการปฏิบัติตนจนทรมานกายเกินไป (อัตตกิลมถานุโยค) คือทรงแสดงการปฏิเสธลักษณะของลัทธิทั้งปวงที่มีในสมัยนั้นดังนี้

 

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ

  1.  

    การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1

  2. การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1"

    — พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

การที่พระพุทธองค์ตรัสปฏิเสธแนวทางสองอย่างดังกล่าวมาในขณะเริ่มปฐมเทศนา เพื่อแสดงให้รู้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้พ้นจากทุกข์ด้วยการแก้ปัญหานอกกายคือ หนีความทุกข์ด้วยการมัวแต่แสวงหาความสุข (หนีความทุกข์อย่างไม่ยั่งยืน เพราะต้องแสวงหามาปรนเปรอตัณหาไม่สิ้นสุด) หรือหาทางพ้นทุกข์ด้วยการกระทำตนให้ลำบาก (สู้หรืออยู่กับความทุกข์อย่างโง่เขลา ขาดปัญญา ทำตนให้ลำบากโดยใช่เหตุ) เพื่อที่จะทรงขับเน้นหลักการที่พระพุทธองค์จะทรงแสดงต่อไปว่า มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากแนวคิดพ้นทุกข์เดิม ๆ ซึ่ง เป็นการประกาศแนวทางพ้นทุกข์ใหม่แก่โลก อันได้แก่การแก้ทุกข์ที่ตัวต้นเหตุ คือ แก้ที่ภายในใจของเราเอง คือ มัชฌิมาปฏิปทา ของพระพุทธองค์

 


มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง)

หลักธรรมในพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร มีจุดเด่นคือเน้นทางสายกลาง ให้มนุษย์มองโลกตามความเป็นจริง (แก้ทุกข์ที่ใจ) เพื่อพบกับความสุขที่ยั่งยืนกว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในปฐมเทศนาต่อมาคือ มัชฌิมาปฏิปทา คือ หลังจากทรงกล่าวปฏิเสธแนวทางพ้นทุกข์แบบเดิม ๆ แล้ว ได้ทรงแสดงเสนอแนวทางพ้นทุกข์ใหม่แก่โลก คือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง คือ การปฏิบัติที่ไม่สุดตึงด้านใดด้านหนึ่ง อันได้แก่การดำเนินตามมรรคมีองค์ 8 ซึ่งควรพิจารณาจากข้อความจากพระโอษฐ์โดยตรง ดังนี้

 

"ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน นั้น เป็นไฉน?

 

ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ 8 นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1"

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

            — พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

อริยสัจสี่
สุดท้ายทรงแสดงสิ่งที่ทำให้พระองค์ตรัสรู้ คือทรงแสดงอริยสัจ 4 ประการ และ "กิจ" ที่ควรทำในอริยสัจ 4 ประการ เพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ โดยแก้ที่สาเหตุของทุกข์ กล่าวคือ ทุกข์ ควรรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธ ควรทำให้แจ้ง มรรค ลงมือปฏิบัติ

 

โดยข้อแรกคือ ทุกข์ ในอริยสัจทั้งสี่ข้อนั้น ทรงกล่าวถึงสิ่งเป็นความทุกข์ทั้งปวงในโลกไว้ดังนี้

 

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิด ก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ ก็เป็นทุกข์ ความตาย ก็เป็นทุกข์ การเจอสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์"
           — พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

จากนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าการ ยึดถือ ในสิ่งทั้งปวงนั่นเองเป็น "สาเหตุแห่งความทุกข์" คือ

 

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ "ตัณหา" อันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา." 
           — พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

จากนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าทุกข์สามารถดับไปได้ โดยการ ดับที่ตัวสาเหตุแห่งทุกข์ คือ ไม่ยึดถือว่ามีความทุกข์ หรือเราเป็นทุกข์ กล่าวคือ สละถอนเสียซึ่งการถือว่ามีตัวตน อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์ (เมื่อไม่มีการยึดมั่นถือมั่นในใจว่าตนนั้นมี "ตัวตน" ที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ ทุกข์ย่อมไม่มีที่ยึด จึงไม่มีความทุกข์) ดังนี้

 

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือ "หมดราคะ" "สละ" "สละคืน" "ปล่อยไป" "ไม่พัวพัน"." 
           — พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถึงผลของการปฏิบัติกิจในศาสนาแล้ว จึงได้ตรัสแสดงมรรค คือวิธีปฏิบัติตามทางสายกลางตามลำดับ 8 ขั้น เพื่อหลุดพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง คือ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 นี้แหละ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1

          — พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

โดยสรุป พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียงวิธีแก้ทุกข์ โดยแสดงให้เห็นปัญหา (ทุกข์) สาเหตุของปัญหา (สมุทัย) และจุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหาคือการดับทุกข์ (นิโรธ) โดยทรงแสดงวิธีปฏิบัติ (มรรค) ไว้ท้ายสุด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ทราบจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติก่อน เพื่อการเข้าใจไม่ผิด และจะได้ปฏิบัติโดยมุ่งไปยังจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้โดยไม่คลาดเคลื่อน
 

 

 

 

 


วัดตาลเอน ต.ตาลเอน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๒๐ http://www.wattanen.org