๑. การยืน ให้ยกมือไขว้หลังมือขวาจับมือซ้ายวางไว้ตรงกระเบนเหน็บ (ระดับเข็มขัด)
• ขณะที่ยกมือแต่ละข้างขึ้นให้กำหนดว่า ยกหนอ
• ขณะที่พลิกหรือหงายมือไปด้านหลังให้กำหนดว่า หงายหนอ
• ขณะที่เคลื่อนมือไปด้านหลังให้กำหนดว่า ไปหนอ
• ขณะที่วางมือลงบนแผ่นหลังให้กำหนดว่า วางหนอ
• พอวางมือทั้งสองข้างทับกันแล้วให้ใช้มือขวาซึ่งอยู่ด้านในจับมือซ้ายซึ่งอยู่ด้านนอกให้กำหนด จับหนอ
จากนั้นยืนตัวตรง หน้าตรง หลับตา ให้สติระลึกรู้อยู่ที่กระหม่อม กำหนดว่า ยืนหนอ ช้าๆ ๕ ครั้ง แต่ละครั้งแบ่งเป็นสองช่วง
• ครั้งที่ ๑ ช่วงแรก คำว่า ยืน สติระลึกรู้ความรู้สึกเป็นจริงของร่างกายในขณะยืนจากกระหม่อมลงมาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ จากสะดือลงไปปลายเท้า
• ครั้งที่ ๒ กำหนดขึ้นคำว่า ยืน จากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ จากสะดือขึ้นไปที่กระหม่อม
• ครั้งที่ ๓ กำหนดคำว่า ยืน สติระลึกรู้ความรู้สึกเป็นจริงของร่างกายในขณะยืนจากกระหม่อมลงมาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ จากสะดือลงไปปลายเท้า
• ครั้งที่ ๔ กำหนดขึ้นคำว่า ยืน จากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ จากสะดือขึ้นไปที่กระหม่อม
• ครั้งที่ ๕ กำหนดคำว่า ยืน สติระลึกรู้ความรู้สึกเป็นจริงของร่างกายในขณะยืนจากกระหม่อมลงมาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ จากสะดือลงไปปลายเท้า
• การกำหนดกลับไป กลับมา แต่ละครั้งจนครบ ๕ ครั้ง ให้สติกำหนดรู้อยู่ที่ร่างกาย อย่าให้จิตออกไปนอกกาย (ใช้ความรู้สึกคือ สติตามระลึกรู้เท่านั้น อย่าเพ่งหรือบังคับจนเกิดอาการเกร็ง ซึ่งอาจเป็นผลเสียต่อการปฏิบัติธรรม)
๒. การเดินจงกรม หลังจากกำหนดยืนเสร็จแล้ว
• ก้มหน้าให้กำหนดว่า ก้มหน้าหนอ
• ลืมตาขึ้นให้กำหนดว่า ลืมตาหนอ
• ทอดสายตามองปลายเท้าหรือในกรณีที่ปวดต้นคอให้ทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณไม่เกิน ๒ เมตร
(๔ ศอก)
สติจับอยู่ที่เท้า การเดินถ้าก้าวด้วยเท้าขวาให้ กำหนดว่า ขวา ย่าง หนอ ถ้าก้าวด้วยเท้าซ้ายให้กำหนดว่า ซ้าย ย่าง หนอ ให้กำหนดในใจ โดยมีสติระลึกรู้อยู่กับอิริยาบทปัจจุบัน
• เมื่อกำหนดคำว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ ๒ นิ้ว เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อมกัน
• กำหนดคำว่า ย่าง ต้องก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าช้าๆ เท้ายังไม่เหยียบพื้น ขณะก้าวเท้ากับใจนึกต้องให้พร้อมกัน
• กำหนดคำว่า หนอ เท้าลงถึงพื้นพร้อมกัน ขณะลง เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อมกัน
• เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน กำหนดคำว่า ซ้าย ย่าง หนอ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับ ขวา ย่าง หนอ ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ ๑ คืบ เป็นอย่างมากเพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น เมื่อเดินสุดระยะทางที่กำหนดแล้ว ก้าวสุดท้ายให้นำเท้ามาเคียงกัน (ปลายเท้าเสมอกัน)
- ต่อไปให้หลับตากำหนดว่า หลับตาหนอ
- แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นกำหนดว่า เงยหน้าหนอ
- แล้วกำหนดยืนหนอ ๕ ครั้ง เหมือนกับที่ได้อธิบายแล้ว
- ก้มหน้า ให้กำหนดว่าก้มหน้าหนอ
- ลืมตาให้กำหนดว่าลืมตาหนอ
ต่อไปให้กำหนดท่ากลับ การกลับกำหนดว่า กลับหนอ ท่ากลับ มี ๓ แบบ คือ
๑. สองคู่สี่จังหวะ (คู่ละ ๙๐ องศา)
๒. สามคู่หกจังหวะ (คู่ละ ๖๐ องศา)
๓. สี่คู่แปดจังหวะ (คู่ละ ๔๕ องศา)
ในที่นี้จะอธิบายแบบสองคู่สี่จังหวะ จะต้องกำหนดกลับหนอ ๔ ครั้ง
- ครั้งที่ ๑ ขณะกำหนดคำว่า กลับ ให้ยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนไปทางขวา ๙๐ องศา
- ขณะกำหนดคำว่า หนอ ให้วางปลายเท้าขวาลงกับพื้น
- ครั้งที่ ๒ ยกเท้าซ้ายมาตามเท้าขวาขณะกำหนดคำว่า กลับ
- วางเท้าซ้ายลงกับพื้นให้เสมอกับเท้าขวาขณะกำหนดคำว่า หนอ
- ครั้งที่ ๓ ขณะกำหนดคำว่า กลับ ให้ยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนไปทางขวา ๙๐ องศา
- ขณะกำหนดคำว่า หนอ ให้วางปลายเท้าขวาลงกับพื้น
- ครั้งที่ ๔ ยกเท้าซ้ายมาตามเท้าขวาขณะกำหนดคำว่า กลับ
- วางเท้าซ้ายลงกับพื้นให้เสมอกับเท้าขวาขณะกำหนดคำว่า หนอ
ขณะนี้จะอยู่ในท่ากลับหลังแล้ว (หากฝึกจนชำนาญแล้วเราสามารถกำหนดให้ละเอียดขึ้นโดยการหมุนตัวจาก ๙๐ องศาเป็น ๖๐ องศา และ๔๕ องศาตามลำดับ)
ต่อไปกำหนด หลับตา เงยหน้า แล้ว ยืนหนอ ๕ ครั้ง ลืมตา ก้มหน้า แล้วกำหนดเดินต่อไป กระทำเช่นนี้จนหมดเวลาที่ต้องการ ทุกขณะที่กำหนดให้มีสติระลึกรู้อยู่กับอิริยาบทปัจจุบัน
๓. การนั่ง กระทำต่อเนื่องจากการเดินจงกรมอย่าให้ขาดระยะ สติที่กำหนดจากการเดินจงกรมจะได้ต่อเนื่องเมื่ออยู่ในขณะนั่ง วิธีกำหนดนั่ง เมื่อเดินจงกรมถึงที่จะนั่ง ให้กำหนด ยืนหนอ อีก ๕ ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน
• จากนั้นกำหนด ปล่อยมือหนอ ช้าๆ ทีละข้างจนกว่าจะลงสุด
• แล้วกำหนดก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวเพื่อเป็นฐานรองรับเวลาที่จะนั่งจะได้ไม่ล้มหรือเซขณะที่จะนั่ง
• เวลานั่งค่อยๆ ย่อตัวลงกำหนดคำว่า ย่อลงหนอ
• กำหนดคำว่าคุกเข่าหนอ ขณะกำลังคุกเข่า
• เหยียดมือไปเท้าพื้นให้กำหนดคำว่า เหยียดหนอ
• เท้าพื้นให้กำหนดคำว่า เท้าพื้นหนอ
• กำหนดคำว่านั่งลงหนอ ให้กำหนดตามอาการที่ทำจริงๆ
::: การนั่งขัดสมาธิมีอยู่ ๓ แบบ คือ
๑. การนั่งขัดสมาธิชั้นเดียว ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ยื่นขาขวาวางไว้ที่พื้นชิดขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา
๒. การนั่งขัดสมาธิสองชั้น ให้นั่งขัดสมาธิ คือขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา
๓. การนั่งขัดสมาธิเพชร ให้นั่งขัดสมาธิ คือยกเท้าซ้ายขึ้นมาทับขาขวา แล้วยกเท้าขวา ขึ้นมาทับขาซ้ายอีกทีหนึ่ง
วิธีนั่ง ในที่นี้จะสอนการนั่งขัดสมาธิสองชั้น คือขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา นั่งอยู่ในท่าเตรียมคือ เอามือวางไว้ที่หัวเข่าทั้งสองข้าง
- จากนั้นให้เอาความรู้สึกมาไว้ที่มือซ้ายแล้วค่อยยกมือขึ้นกำหนดว่า ยกหนอ
- หงายมือซ้าย ให้กำหนดว่า หงายหนอ
- ให้กำหนดว่า มาหนอ ขณะที่มือซ้ายเคลื่อนมาด้านหน้า
- ให้กำหนดว่า วางหนอ ขณะที่มือซ้ายวางลงบนหน้าตัก จนมือซ้ายวางอยู่บนหน้าตัก
- จากนั้นให้เอาความรู้สึกมาไว้ที่มือขวาแล้วค่อยยกมือขวาขึ้นกำหนดว่า ยกหนอ
- หงายมือขวา ให้กำหนดว่า หงายหนอ
- ให้กำหนดว่า มาหนอ ขณะที่มือขวาเคลื่อนมาด้านหน้า
- ให้กำหนดว่า วางหนอ ขณะที่มือขวาวางลงบนหน้าตัก จนมือขวามาวางทับมือซ้ายที่หน้าตัก จากนั้นเอาสติมา จับอยู่ที่สะดือที่ท้องพองยุบ
- เวลาหายใจเข้าท้องพองกำหนดว่า พองหนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
- หายใจออกท้องยุบกำหนดว่า ยุบหนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกันอย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
ข้อสำคัญให้สติอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องหรือบังคับท้องจนเกิดอาการเกร็ง ให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาข้างหลัง อย่าให้รู้สึกเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบนท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด หรือจนกว่าจะกำหนด ปวดหนอ คิดหนอ เห็นหนอ เสียงหนอ เป็นต้น (ซึ่งจะมีอธิบายในเนื้อหาเรื่องต่อไป)
เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญมากจะต้อง บังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรมแน่นอน ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความอดทนเพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมขาดความอดทนเสียแล้วการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็จะล้มเหลว
ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีทุกขเวทนาคือ ความเจ็บปวด เมื่อย คัน เกิดขึ้น ให้หยุดเดินหรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาที่เกิดขึ้น และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า ปวดหนอๆๆๆ เจ็บหนอๆๆๆ เมื่อยหนอๆๆๆ คันหนอๆๆๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป เมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป
จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน คิดโน่น คิดนี่ หรือคิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานา ก็ให้เอาสติกำหนดรู้ที่ลิ้นปี่ พร้อมกำหนดว่าคิด
หนอๆๆๆ ฟุ้งซ่านหนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นกันว่า ดีใจหนอๆๆๆ เสียใจหนอๆๆๆ โกรธหนอๆๆๆ เป็นต้น
๔. การนอน เวลานอน ค่อยๆ เอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอนหนอๆๆๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้วให้เอาสติมาจับที่ท้อง แล้วกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปเรื่อยๆ ให้คอยสังเกตให้ดีว่าจะหลับไป ตอนท้องพอง หรือตอนท้องยุบ
อิริยาบทนอน ๒ แบบคือ
๑. นอนหงาย โดยนอนเหยียดตัวตรง ไม่ไขว้เท้า มือขวาวางไว้ที่หน้าท้องบริเวณสะดือ มือซ้ายวางทับบนมือขวา หลับตาสบายๆๆ
๒. นอนตะแคงขวา งอเข่าขวาเล็กน้อย เหยียดเท้าซ้ายซ้อนทับบนเท้าขวา โดยให้นอนมิให้ร่างกายโงนเงน มือขวาหนุนศีรษะ มือซ้ายวางที่หน้าท้องบริเวณสะดือ หรือเหยียดทอดวางบนลำตัวก็ได้
อิริยาบถต่างๆ เช่น การเดินไปเข้าห้องน้ำ การเดินไปในที่ต่างๆ การรับประทานอาหาร และการกระทำกิจการงานทั้งปวง ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดรู้อยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง คือ มีสติ สัมปชัญญะ ปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
หมายเหตุ การเดินจงกรมนั้น เราทำการเดินได้ถึง ๖ ระยะ การเดินระยะต่อไปนั้นจะต้องเดินระยะที่ ๑ ให้ถูกต้องคือ ได้ปัจจุบันธรรมจริงๆ จึงจะเพิ่มระยะต่อไปให้ตามผลของการปฏิบัติแต่ละบุคคล
สรุปการกำหนดต่างๆ พอสังเขป ดังนี้
• ในขณะที่ตาเห็นรูป จะหลับตาหรือลืมตาก็แล้วแต่ ให้ตั้งสติไว้ที่ตา กำหนด เห็นหนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้ ถ้าหลับตาอยู่ก็กำหนดไปจนกว่าภาพนั้นจะหายไป
• ในขณะที่หูได้ยินเสียง ให้ตั้งสติไว้ที่หู กำหนดว่า เสียงหนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าเสียงก็สักแต่ว่าเสียง ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
• ในขณะที่จมูกได้กลิ่น ให้ตั้งสติไว้ที่จมูก กำหนดว่า กลิ่นหนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ากลิ่นก็สักแต่ว่ากลิ่น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
• ในขณะที่ลิ้นได้ลิ้มรส ตั้งสติไว้ที่ลิ้น กำหนดว่า รสหนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ารสก็สักแต่ว่ารส ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
• ในขณะที่กายถูกต้องสัมผัส ตั้งสติไว้ตรงที่สัมผัส กำหนดตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกสัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
• ในขณะที่ใจนึกคิดอารมณ์ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า คิดหนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าความนึกคิดจะหายไป
• อาการบางอย่างเกิดขึ้นกำหนดไม่ทัน หรือกำหนดไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะกำหนดอย่างไร ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า รู้หนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการนั้นจะหายไป
การที่เรากำหนดจิต และตั้งสติไว้เช่นนี้ เพราะเหตุว่าจิตของเราอยู่ใต้บังคับของความโลภ ความโกรธ ความหลง เช่น ตาเห็นรูป ชอบใจเป็นโลภะ ไม่ชอบใจเป็นโทสะ ขาดสติไม่ได้กำหนดเป็นโมหะ หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ก็เช่นเดียวกัน
การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเอาสติเข้า ไปตั้งกำกับตามอายตนะนั้น
เมื่อปฏิบัติได้ผลแก่กล้าแล้ว ก็จะเข้าตัดที่ต่อของอายตนะต่างๆ เหล่านั้นมิให้ติดต่อ กันได้ คือว่าเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่ทำความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่งให้เกิดความพอใจหรือความไม่พอใจในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นและได้ยินนั้น รูปและเสียงที่ได้เห็นและได้ยินนั้นก็จะดับไป เกิดและดับอยู่ที่นั้นเอง ไม่ไหลเข้ามาภายในจิตใจ อกุศลธรรมความทุกข์ร้อนใจที่คอยจะติดตาม รูป เสียง และอายตนะภายนอกอื่นๆ เข้ามาก็เข้าไม่ได้
สติที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น นอก จากจะคอยสกัดกั้นอกุศลธรรมและความทุกข์ร้อนใจที่จะเข้ามาทางอายตนะแล้ว สติกำหนดรู้อยู่ที่ รูป นาม เมื่อสติระลึกรู้อยู่ก็ย่อมเห็นความเกิดดับของรูป นาม ที่ดำเนินไปตามอายตนะต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย การเห็นการเกิดดับของ รูป นาม นั้นจะนำไปสู่การเห็นพระไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่มีตัวตนของสังขารหรืออัตภาพอย่างแจ่มแจ้ง
( รวบรวมเรียบเรียงจากหนังสือคู่มือพัฒนาจิต ของวัดอัมพวัน สิงห์บุรี ) |